Home พระราชดำริ เกษตรทฤษฏีใหม่ คืออะไร (ฉบับย่อ)

เกษตรทฤษฏีใหม่ คืออะไร (ฉบับย่อ)

10
0
เกษตรทฤษฏีใหม่ แนวทางของการเตรียมตัวแบบความพอเพียง

จากปัญหาหลักของเกษตรกรตั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน คือ เรื่องของการขาดแคลนนำเพื่อทำการเกษตร และโดยส่วนมากเป็นเขตที่ต้องอาศัยน้ำฝน เหล่านี้ก็จะเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศและส่วนมากก็มักจะเป็นพื้นที่ปลูกข้าวและพืชไร่ นอกจากนี้ก็ยังมีความเสี่ยงในเรื่องของความแปรปรวนของสภาพดิน ฟ้า อากาศ และเรื่องของฝนที่ทิ้งช่วง และถึงแม้จะมีการขุดบ่อ ขุดสระ เพื่อกัดเก็บน้ำไว้ใช้บ้างก็ตาม แต่ก็มีขนาดที่ไม่แน่นอน ก็จะส่งให้เกิดปัญหาเรื่องของการมีน้ำไม่เพียงพอกับความต้องการ รวมไปถึงการปลูกพืชต่างๆ โดยไม่มีหลักเกณฑ์ใดๆ เพราะส่วนใหญ่จะปลูกพืชเชิงเดี่ยว

ด้วยเหตุการณ์แบบนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 9 จึงได้พระราชทาน พระราชดำริลงมาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาความยากลำบาก ดังกล่าว เพื่อต้องการให้ผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤติ โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำ โดยไม่ให้เดือดร้อนและยากลำบากมากมายนัก

พระราชดำรินี้ ทรงเรียกว่า “ทฤษฏีใหม่” อันเป็นแนวทาง หรือ หลักการในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทฤษฏีใหม่ : ทำไมจึงเรียกว่าใหม่
1. มีการบริหารและจัดการแบ่งที่ดินแปลงเล็กๆ ออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของเกษตร ซึ่งเรื่องนี้ ไม่เคยมีใครคิดได้มาก่อน
2. มีการคำนวณโดยหลักวิชาการ เกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะต้องทำการกักเก็บเพื่อให้เพียงพอต่อการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี
3. มีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบ สำหรับเกษตรกรรายย่อยมีถึง 3 ขั้นตอน

ทฤษฏีใหม่ขั้นต้น หรือ เรียกว่า “ทฤษฏีใหม่ ขั้นที่ 1 ”

เป็นเรื่องของการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย โดยการแบ่งออกเป็นสัดส่วนต่างๆ ดังนี้

ส่วนที่ 1 แบ่งที่ดินออกประมาณ 30 %
สำหรับขุดสระเพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน แล้วนำไปใช้ปลูกพืชในฤดูแล้ง รวมไปถึงการเลี้ยงสัตว์น้ำและพืชน้ำต่างๆ

ส่วนที่ 2 แบ่งที่ดินออกประมาณ 30 %
สำหรับปลูกข้าวในช่วงฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน ให้พอสำหรับครอบครัวกินกันได้ตลอดทั้งปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ้งพาตนเองได้

ส่วนที่ 3 แบ่งที่ดินออกประมาณ 30 %
สำหรับปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ปลูกผัก ปลูกพืชไร่ เพื่อเป็นอาหารประจำครอบครัว หากเหลือก็เอามาจำหน่าย

ส่วนที่ 4 แบ่งที่ดินออกประมาณ 10 %
สำหรับ ทำเป็นที่อยู่อาศัยของคนและเพื่อสร้างโรงเลี้ยงสัตว์ ทำถนน ทำทางเดินและอื่นๆ

หลักการและแนวทางสำคัญ

1. เป็นระบบการผลิตแบบพอเพียง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ในระดับประหยัดก่อน

2. “ข้าว” ทุกครอบครัวต้องกินข้าว ถ้าครอบครัวหนึ่งทำนา 5 ไร่ ก็จะมีข้าวพอกินได้ตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องไปซื้อหา เป็นหลักการพึ่งพาตนเอง

3. จะต้องมีน้ำสำรองเอาไว้เพาะปลูกในฤดูแล้ง หรือ ระยะที่ฝนทิ้งช่วง ได้อย่างเพียงพอ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีที่ดินส่วนไว้สำหรับขุดสระน้ำโดยมีหลักว่าต้องเพียงพอที่จะใช้เพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี

ทั้งนี้พระองค์ทรงได้พระราชทานพระราชดำริเพื่อเป็นแนวทางว่า จะต้องมีน้ำ 1,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อการเพาะปลูกพืช 1 ไร่โดยประมาณ ฉะนั้น ถ้าทำนา 5 ไร่ ทำสวนอีก 5 ไร่ (รวมเป็น 10 ไร่) ก็จะต้องมีน้ำ 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี
ดังนั้น หากเกษตรกรมีพื้นที่ 15 ไร่ จะได้สูตรคร่าวๆ ตามนี้
• ทำนา 5 ไร่
• ทำสวน 5 ไร่
• ขุดสระน้ำ 3ไร่ ให้มีความลึก 4 เมตร จะสามารถจุน้ำได้ 19,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งก็จะเป็นปริมาณน้ำที่เพียงพอที่จะสำรองเอาไว้ใช้นายามฤดูแล้วได้
• สร้างที่อยู่อาศัยและโรงเลือนอื่นๆ 2 ไร่
รวมพื้นที่ทั้งหมดจะได้ 15 ไร่ พอดี

หมายเหตุ ขนาดของสระน้ำจะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมอีกด้วย
• ถ้าเป็นพื้นที่เกษตรที่ต้องอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ควรที่จะต้องมีการป้องกันการระเหยของน้ำให้มากที่สุดเพื่อที่จะมีน้ำไว้ใช้ได้ทั้งปี
• ถ้าเป็นพื้นที่เกษตรใกล้กับเขตชลประทาน ขนาดของสระน้ำนั้นอาจจะลึกหรือตื้นหรือแคบก็ได้ ต้องคิดออกแบบเพื่อความเหมาะสม สามารถมีน้ำเข้าตามเติมอยู่ได้เรื่อยๆ

4.การจัดสรรที่ดินทำกินนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 9 ท่านทรงคำนวณการถือครองที่ดินเฉลี่ยที่ครอบครัวละ 15 ไร่ อย่างไรก็ตามถ้าหากว่าเกษตรกรมีที่ดินน้อยกว่าหรือมากกว่า ก็ให้สามารถปรับใช้อัตราสัดส่วน 30 : 30 : 30 : 10 เพื่อเอาไปปรับใช้กัน

ทฤษฏีใหม่ขั้นก้าวหน้า
เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการของ “ทฤษฏีใหม่” และได้ลงมือทำตามขั้นตอนที่ 1 ในที่ดินของตนเอง “จนได้ผลแล้ว” เกษตรกรก็จะสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ขั้นพออยู่พบกินและตัดค่าใช้จ่ายจนเกือบหมด ทำให้ชีวิตมีอิสรภาพจากปัจจัยภายนอกได้ จึงสามารถที่จะดำเนินการไปสู่ขั้นที่ 2 และ 3 ได้

ทฤษฏีใหม่ ขั้นที่ 2

เป็นการรวมพลังกันในรูปแบบกลุ่มหรือสหกรณ์ การร่วมแรงร่วมใจในการดำเนินการในด้านต่างๆ ดังนี้

1.การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ)
เกษตรกรจะต้องร่วมมือกันในการผลิต ตั้งแต่เริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช หาปุ๋ย หาน้ำ และอื่นๆ เพื่อการเพาะปลูก

2. การตลาด (ลานตากข้าว เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต)
เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด รวมไปถึงการรวมตัวกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดีและช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อีก

3.ความเป็นอยู่ (กะปิ น้ำปลา อาหารและเครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ)
ในขณะเดียวกันนั้นเกษตรก็ต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นพอสมควร โดนจะต้องมีปัจจัยขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต เช่น อาหารการกินต่างๆ กะปิ น้ำปลา เสื้อผ้าที่พอเพียง

4.สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้)
แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิการและบริการที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้ หรือมีกองทุนเอาไว้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน

5.การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา)
ชุมชนควรมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชุมชนตนเอง

6.สังคมและศาสนา
ชุมชนควรเป็นที่รวบรวมในการพัฒนาสังคมและจิตใจโดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

ทฤษฏีใหม่ ขั้นที่ 3

เป็นการติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุนหรือแหล่งเงินทุน เช่น ธนาคารหรือบริษัท ห้างร้านเอกชน มาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้ทุกส่วนได้รับประโยชน์ร่วมกัน
• เกษตรกรขายข้าวได้ราคาสูงกว่าเดิม เพราะไม่โดนกดราคา
• ธนาคารหรือบริษัทซื้อข้าวบริโภคได้ในราคาต่ำ เพราะซื้อโดยตรงจากเกษตรกร
• เกษตรกรซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค ได้ในราคาต่ำ เพราะรวมตัวกันซื้อเป็นจำนวนมาก

 

สรุป ประโยชน์ของทฤษฏีใหม่

จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 9 ที่ได้พระราชทานในโอกาสต่างๆ พอจะสรุปถึงประโยชน์ของ “ทฤษฏีใหม่” ได้ ดังนี้

1. ทำเพื่อให้ประชาชนพออยู่ พอกิน สมควรตามอัตภาพในระดับที่ช่วยกันประหยัด ไม่อดอยาก และพอเลี้ยงตนเองได้ตามหลักปรัชญาของ “เศรษฐกิจพอเพียง”

2. ในหน้าแล้ง ก็สามารถเอาน้ำที่เก็บไว้ในสระ เอามาปลูกพืชผักต่างๆ ที่ใช้นำน้อยโดยไม่ต้องไปเบียดเบียนชลประทาน

3. ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาล มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ทฤษฏีใหม่นี้ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้

4. ในกรณีที่เกิดอุทกภัยเกษตรกรก็สามารถพื้นตัวและช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยทางราชการไม่ต้องช่วยเหลือมากเกินไป อันเป็นการประหยัดงบประมาณด้วย

เงื่อนไขหรือปัญหาในการดำเนินงาน
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 ณ ศาลาดุสิตดาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 9 ได้มีพระราชดำรัสความ ตอนหนึ่งว่า
“…การทำทฤษฏีใหม่นี้มิใช่ของง่ายๆ แล้วแต่ที่ แล้วแต่โอกาส แล้วแต่งบประมาณ เพราะเดี๋ยวนี้ประชาชนทราบถึงทฤษฏีใหม่นี้กว้างขวาง และแต่ละคนก็อยากได้ให้ทางราชการขุดสระแล้วช่วย แต่มันไม่ใช่สิ่งง่ายนัก บางแห่งขุดแล้วไม่มีน้ำ แม้จะมีฝนน้ำก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่ามันรั่ว หรือบางทีก็เป็นที่ ที่รับน้ำไม่ได้ ทฤษฏีใหม่นี้จึงต้องมีพื้นที่ ที่เหมาะสมด้วย … ฉะนั้น การที่ปฏิบัติตามทฤษฏีใหม่หรืออีกนัยหนึ่งปฏิบัติเพื่อหาน้ำให้แก่ราษฎร เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ง่าย ต้องช่วยกันทำ…”

ตัวอย่างพืชที่ควรปลูกและสัตว์ที่ควรเลี้ยง
ไม้ผลและไม้ยืนต้น
มะม่วง มะพร้าว มะขาม ขนุน ละมุด ส้ม กล้วย น้อยหน่า มะละกอ กระท้อน แคบ้าน มะรุม สะเดา ขี้เหล็ก กระถิน เป็นต้น

ผักล้มลุกและดอกไม้
มันเทศ เผือก ถั่วฝักยาว มะเขือ มะลิ ดาวเรือง บายไม่รู้โรย กุหลาบ รัก ซ่อนกลิ่น เป็นต้น

สมุนไพรและเครื่องเทศ
หมาก พลู พริกไทย บุก บัวบก มะเกลือ ชุมเห็ด หญ้าแฝก และพืชผักบางชนิด เช่น กะเพราะ โหระพา สะระแหน่ แมงลัก ตะไคร้ เป็นต้น

ไม้ใช้สอยและเชื้อเพลิง
ไผ่ มะพร้าว ตาล กระถินณรงค์ มะขามเทศ สะแก ทองหลาง จามจุรี กระถิน สะเดา ขี้เหล็ก ประดู่ ชิงชัน และยางนา เป็นต้น

พืชไร่
ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วพุ่ม ถั่วมะแฮะ อ้อย มันสำปะหลัง ละหุ่ง นุ่น เป็นต้น พืชไร่หลายชนิดอาจเก็บเกี่ยวเมื่อผลผลิตยังสดอยู่ และจำหน่ายเป็นพืชประเภทผักได้และมีราคาดีกว่าเมื่อแก่ พืชไร่นี้ได้แก่ ข้าวโพด ถัวเหลือง ถั่วลิสง ถั่วพุ่ม ถั่วมะแฮะ อ้อย และมันสำปะหลัง เป็นต้น

พืชบำรุงดินและพืชคลุมดิน
ถั่วมะแฮะ ถั่วฮามาต้า โสนแอฟริกัน โสนพื้นเมือง ปอเทือง ถั่วพร้า ขี้เหล็ก กระถิน รวมทั้งถั่วเขียวและถั่วพุ่ม เป็นต้น และเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็ไถกลบลงไปเพื่อบำรุงดินได้

หมายเหตุ พืชหลายชนิดใช้ทำประโยชน์ได้มากกว่าหนึ่งอย่างและการปลูกพืชควรเน้นพืชยืนต้นด้วย เพราะการดูแลรักษาในระยะหลังจะลดน้อยลง แล้วยังมีผลผลิตทยอยออกมาตลอดปี หากเลือกพืชยืนต้นชนิดต่างๆ กันแล้ว จะช่วยให้ความร่มเย็นและชุมชื้นกับที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งควรเลือกต้นไม้และพืชให้สอดคล้องกับคุณภาพขิงพื้นที่ เช่น ไม่ควรปลูกยูคาลิปตัสบริเวณขอบสระ ควรปลูกไม้ให้คุณค่าสูงกว่า เช่น ไม้ผล เป็นต้น

สัตว์เลี้ยงอื่นๆ ได้แก่
สัตว์น้ำ
เช่น ปลาไน ปลานิล ปลาตะเพียนขาว ปลาดุก เพื่อเป็นอาหารเสริมประเภทโปรตีนและยังสามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้เสริมได้อีกด้วย และในบางพื้นที่ก็สามารถเลี้ยงกบได้อีกด้วย

เลี้ยงสุกรหรือไก่
ทำเล้าเลี้ยงบนสระน้ำ ทั้งนี้มูลของสุกรและไก่สามารถนำเป็นอาหารปลา

 

เนื้อหา : สำนักงานคณะกรรมการการพิเศาเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)
เรียบเรียงใหม่บางส่วน : เกษตรกรป้ายแดง
รูปภาพ : www.pexels.com

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here